กาฬสินธุ์ – โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ชูโมเดลความสำเร็จ “บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ” สร้างสมดุลนากุ้ง-นาข้าว มุ่งสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ชูโมเดลความสำเร็จ “บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ” สร้างสมดุลนากุ้ง-นาข้าว มุ่งสู่เกษตรกรรมยั่งยืน ขณะที่เกษตรพอใจ มีน้ำทำนาข้าว-นากุ้ง ตลอดปี


นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว (เขื่อนลำปาว) สำนักงานชลประทานที่ 6 มีความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถจัดสรรน้ำตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของเกษตรกรสองกลุ่มหลัก คือ กลุ่มผู้ปลูกข้าวนาปรัง และ กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด ให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงแม้ในสภาวะวิกฤต


“ความสำเร็จที่เกิดจากการมีส่วนร่วม (JMC) หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้คือการทำงานผ่าน คณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) ที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนเกษตรกรทั้งผู้ทำนาและผู้เลี้ยงกุ้ง ผู้นำท้องถิ่น และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนและตัดสินใจจัดสรรน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมโดยมีการประชุมเพื่อกำหนดปฏิทินการส่งน้ำที่ชัดเจนในแต่ละฤดูกาล เพื่อให้เกษตรกรสามารถเตรียมตัวได้ล่วงหน้า”ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว


นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังนำนวัตกรรมและข้อมูลแม่นยำ (Smart Irrigation) โครงการฯ ได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และโปรแกรมบริหารจัดการน้ำ (ROS) มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกรายแปลง โดยเฉพาะในพื้นที่ ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องการเก็บข้อมูลผู้เลี้ยงกุ้งอย่างละเอียด ทั้งรอบการเลี้ยงและปริมาณความต้องการใช้น้ำทำให้สามารถคำนวณและจัดสรรน้ำได้ตรงตามความต้องการจริงของพืชและสัตว์น้ำ


นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเขื่อนลำปาว มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 770 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น39เปอร์เซ็นต์ของความจุอ่าง การใช้น้ำตอนนี้มีเพียงพอที่จะดูแลพื้นที่การเกษตรท้ายน้ำ ยืนยันว่าตลอดฤดูฝนนี้ไม่มีปัญหาด้านการส่งน้ำ ส่วนการเพาะปลูกมีพื้นที่ทำนาข้าวมี 2.9 แสนไร่ และมีนากุ้ง 3,800 ไร่ โดยการใช้น้ำของบ่อกุ้ง จะใช้น้ำมากกว่าการทำนาข้าว 2 เท่า ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำจะมีการส่งน้ำให้บ่อกุ้ง และนาข้าว โดยการจัดรอบเวรสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เพื่อให้เกิดการแบ่งปันน้ำ ไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งกุ้งและนาข้าว

ด้านนายสมทรัพย์ วราศรี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านนาเชือกเหนือ หมู่ที่11 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันทำนาได้ปีละ2ครัง ใช้ระบบน้ำจากคลองชลประทานเขื่อนลำปาว ปล่อยน้ำไหลเข้าพื้นที่นา ที่ผ่านมาเกษตรมีการประชุมร่วมกับชลประทานมาโดยตลอด เพื่อวางแผนการใช้น้ำ เนื่องจากในพื้นที่มีการปลูกข้าวและทำนากุ้ง ทำให้เกษตรกรทราบว่าต้องเตรียมแปลงรองรับน้ำเมื่อไหร่ อย่างไร ถือว่าเป็นการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิมธิภาพ ที่ผ่านมาแทบจะไม่มีปัญหาอะไร ส่วนปีนี้ที่มีสถานการณ์เอลณีโญ ยอมรับว่ามีความเป็นห่วง แต่ทางกลุ่มก็มีการวางแผนการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพที่สุด และติดตามสถานณ์อย่างใกล้ชิด มั่นใจว่าชลประทานจะสามารถบริหารจัดการน้ำ


นายสมทรัพย์ วราศรี กล่าวอีกว่า ที่ผ่านกลุ่มเกษตรกรมีการไปอบรมการใช้น้ำ โดยนำการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งมาใช้ และมีการไปอบรมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ลดการเผาฟาง เนื่องจากกลุ่มของตนเองผลิตพันธุ์ข้าวส่งให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่ปราณีตจึงเปลี่ยนมาปลูกข้าวแบบดำ ใช้รถดำนาแทนแรงงานคน


ขณะที่ นายสุรพล ภูขามคม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง บ้านนาเชือกเหนือ ม.2 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวด้วยว่า ตนเองเลี้ยงกุ้งมานานกว่า20ปี ตั้งแต่ยังไม่มีการปรับปรุงเขื่อน น้ำเขื่อนยังไม่เพียงพอ ช่วงที่ปิดน้ำซ่อมคลอง น้ำไม่ได้เต็มที่ กระทั่งปัจจุบันมีการบริหารจัดการน้ำ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจึงไม่ค่อยมีปัญหา โดย1ปีสามารถเลี้ยงกุ้งได้ 2รุ่น 5-6ทยอยจับขาย มีรายได้ดีกว่าการทำนา ขอบคุณชลประทานที่ทำให้เกษตรผู้เลี้ยงกุ้งลืมตาอ้าปากได้

ในประเทศ

Related posts